ด้วยความที่อยากไปหลีเป๊ะมาแบบนานมากๆๆๆๆ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปสักที จึงหาโอกาสไปช่วงวันเกิดซะเลย ซึ่งหมิ่นเหม่มากๆพอเรากลับมาก็เกิดการระบาดของไวรัส Covid-19 ขยายเป็นวงกว้างในประเทศไทย เรายังโชคดีอยู่บ้างที่ไปมาก่อน เข้าเรื่องแล้วกัน การเดินทางทริปนี้เราได้จองตั๋วเครื่องบินข้ามปี ได้มาในราคา 1000 นิดๆ ของหางแดง ไป-กลับ จากดอนเมืองลงที่หาดใหญ่ พอถึงสนามบินแล้วก็ต่อรถตู้ไปที่ท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล ซึ่งรถตู้เราได้จองล่วงหน้า เราเลือกใช้บริการของบริษัท Easy Lipe ซึ่งก็รวมรถตู้ไปกลับท่าเรือ สนามบิน แล้วก็เรือไปกลับเกาะหลีเป๊ะ


นั่งรถตู้ประมาณ 2 ชม. กว่าเพลินๆ นั่งไปชมวิวไป หลับบ้างเล็กน้อย ก็ถึงท่าเรือปากบารา ก็ไปเช็คอินที่บริษัท Easy Lipe แล้วก็เดินไปอาคารท่าเรือ ก่อนเข้าต้องเสียค่าธรรมเนียมผ่านท่าและค่าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา สนน ราคา 60 บ.สำหรับคนไทย ส่วนตั๋วค่าอุทยานต้องเก็บไว้น่ะ พกติดตัวไว้เลย เพราะสามารถนำไปใช้ที่เกาะอื่นๆในกลุ่มหมู่เกาะตะรุเตาได้อีก เวลาเราไปดำน้ำหรือไปเที่ยว ไม่ต้องเสียเงินแล้ว



จากปากบาราไปเกาะหลีเป๊ะก็คือนานอยู่ จำได้ว่าขึ้นเรือตอน 11 โมงนิดๆ ถึงเกาะหลีเป๊ะประมาณ 15.30 น. เพราะเรือจะพาเราไปแวะที่เกาะตะรุเตากับเกาะไข่ก่อน สำหรับใครที่ไปรอบเช้า 9 โมงกับ 11 โมง






คนเรือให้เวลาเราแวะเที่ยวที่เกาะตะรุเตาประมาณ 20 นาที ซึ่งเรือทุกลำก็จะมาถึงในเวลาเดียวกัน แต่โชคดีช่วงที่เราไปคนไม่เยอะ เราเลือกเดินไปนั่งเล่นที่ริมหาด คือสวยมาก ชายหาดกว้าง น้ำทะเลสีฟ้าคราม ส่วนแดดไม่ต้องพูดถึงคือแดดจัดมาก แต่ก็ทำให้ถ่ายรูปออกมาสวยมากเช่นกัน หลังจากนั้นก็แวะไปเกาะไข่อีก 1 ที่ ที่นี่เป็นเกาะเล็กๆ ไฮไลท์ก็คือช่องเขาที่เป็นโค้ง (ลืมถ่ายรูปมา 55+ ) คนเรือก็ให้เวลาเรานิดหน่อย น่าจะประมาณ 20 นาที จากนั้นก็นั่งเรือยิงยาวตรงไปเกาะหลีเป๊ะเลย


เรือมาจอดเทียบที่หาดพัทยาหรือหาดบันดาหยา ซึ่งที่เกาะหลีเป๊ะนี้มีชายหาดอยู่ 3 หาดด้วยกันคือ หาดบันดาหยา หาดซันเซตและหาดซันไรซ์ ค่ะ เกาะหลีเป๊ะเป็นเกาะเล็กๆอยู่ในจังหวัดสตูล ซึ่งอยู่ไกลจากแผ่นดินใหญ่ถึง 85 กิโลเมตร เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อว่าน้ำใส ประการังสวย อุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พอลงจากเรือก็ตั้งหลักสักแปปนึง จะบอกเราไม่เมาเรือเลยเพราะกินยาแก้เมาไป คือแนะนำว่าควรกินน่ะ ถึงจะแข็งแกร่งขนาดไหนก็ควรกิน เพราะคลื่นทะเลเอาเรื่องอยู่ยิ่งตอนขากลับเรือโต้กับคลื่นคือแบบฝั่งที่เรานั่งเปียกทั้งแถบเลย นึกว่า ทาร์คาด้า สวนสยาม 555+ อ่ะ พอตั้งหลักได้ล่ะ เราก็เดินไปที่พักค่ะโดยเปิดกูเกิลแมพดู เดินไปเรื่อยๆก็เจอกับที่พักที่เราจองไว้ เราเลือกพักที่ The Chic Lipe เลือกที่พักแบบ Dorm 10 เตียงห้องหญิงล้วน เพราะราคาประหยัดและสะดวกสบายใกล้ถนนคนเดินและใกล้ทะเลด้วย







เอาข้าวของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินไปนั่งเล่นถ่ายรูปชิวๆ ที่หาดซันไรซ์ ซึ่งไม่ไกลจากที่พักเดินไปได้ 5 นาทีถึง หาดนี้เป็นหาดที่ดูพระอาทิตย์ขึ้น หาดนี้น้ำใสมาก น้ำทะเลสีฟ้าตัดกับสีน้ำเงินคราม หาดทรายละเอียดสีขาวเดินนุ่มเท้า แต่วันนี้โชคไม่ดีไม่มีลมทะเลเลย อบอ้าวมาก หาดนี้มีที่พักริมทะเล มีร้านไว้นั่งชิว คนไม่พลุกพล่าน มีเรือไม้หางยาวจอดเรียงรายดูสวยงามเข้ากับทะเลมากๆ เราอยู่หาดนี้นานมากจนถึงพลบค่ำ กิจกรรมไม่มีไรมาก นั่งฟังเพลงทำ MV แค่นั้น 55+ มาพักผ่อนยังจะต้องทำอะไรอีกเนอะ ..





ตัดภาพมาวันที่ 2 แพลนของเราวันนี้คือไปเที่ยวที่เกาะอาดังค่ะ พอดีเราเห็นเพื่อนที่ทำงานเก่าเราโพส เลยทักไปถามข้อมูลมาเราก็จัดเลย ไหนๆก็มีแพลนมาหลีเป๊ะอยู่แล้ว วิธีการไปเกาะอาดังคือเรานั่งเรือไม้ไป หรือเค้าเรียกกันว่า Taxi boat เราขึ้นที่หาดซันไรซ์ ลำไหนก็ได้ ก็คือนั่งไปคนเดียวเลยสวยๆดูแพง 555+ สนน ราคาอยู่ที่ 200 บ. รวมไปกลับ ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีถึงเกาะ คนไทยจะอยู่ถึงกี่โมงก็ได้ พออิ่มหนำแล้วก็โทรให้คนขับเรือมารับ บนเกาะมีสัญญาณค่ะ เราใช้ Dtac
เกาะอาดังเป็นอีก 1 เกาะที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ฉะนั้นเราต้องอย่าลืมพกตั๋วอุทยานไปด้วยนะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม พอเท้าได้เหยียบที่เกาะอาดังแล้วรู้สึกว่าเหมือนหนัง Cast Away คือมันเงียบ สงบมาก ทะเลสวยมากๆๆๆๆแบบไม่หักคะแนน มีสันทรายโผล่มาได้เห็นทะเลแบบโค้งเว้าเบาๆ เรากวาดสายตามองที่หาดมีคนไม่ถึง 20 คน และเป็นชาวต่างชาติหมดเลย ถ้าไม่รวมเจ้าหน้าที่และคนขับเรือ เราน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยคนเดียวบนหาดนั้น มันดีมากจริงๆ ทะเลแบบไม่มีคน มัน Privet สุดๆไปเลย แต่ปลอดภัยนะคะเพราะว่ามีที่ทำการอุทยานอยู่และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตรา มีร้านอาหาร 1 ร้าน กิจกรรมของเราก็คือเดินถ่ายรูป ถ่าย VDO มีเดินขึ้นไปจุดชมวิวด้วยแต่ไปไม่ถึงเพราะเหนื่อยสุดๆ เลยมานั่งหามุมร่มๆนั่งฟังเพลงคงจะเหมาะกว่า นั่งฟังเพลลิสต์ที่ชอบมองดูทะเลคือแบบมีความสุขมากๆ ตอนนี้เริ่มคิดถึงความรู้สึกนั้นอีกแล้ว







และที่เกาะอาดัง ก็มีบริการเต๊นท์ให้พักค้างแรมด้วย มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ สะดวกสบายเลย ถ้าใครอยากค้างก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลยค่ะ พอเราได้อิ่มเอมกับเกาะอาดังเสร็จแล้ว เราก็เรียกคนขับเรือมารับค่ะ แล้วก็เข้าที่พักสักแปปนึงก็ไปดูพระอาทิตย์ตกกัน สถานที่ที่ดูพระอาทิตย์ตกก็คือหาดซันเซ็ทค่ะ จะเดินไปก็ได้ จะนั่งแท๊กซี่ไปก็ได้ แท๊กซี่บนเกาะก็คือรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างค่ะ ซึ่งหาได้ทั่วไป เราเลือกขึ้นแท๊กซี่ค่ะ เที่ยวละ 50 บาท พอไปถึงหาดซันเซ็ทก็ไปจับจองหาที่นั่งดูพระอาทิตย์ตก นั่งดูวิว ดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาไปเรื่อยๆ พระอาทิตย์ก็ตกสาดแสงเรืองรองแต่แอบมีเมฆบดบังบ้างบางช่วง พอแสงสว่างหายไป ผู้คนก็เริ่มทยอยเดินกลับกัน ไม่ต้องกลัวว่าเราจะต้องเดินกลับมืดๆนะคะ เพราะปากทางเข้าหาดมีแท๊กซี่มาจอดรอรับหลายคันมาก สะดวกไม่ต้องเดินไกล





มาต่อกันวันที่ 3 วันนี้เราได้ซื้อทริปไปดำน้ำแบบ One day trip เป็นการดำน้ำตื้น Snorkelling ซึ่งได้ซื้อตั้งแต่เมื่อวานแล้วกับทางโรงแรม เป็นทัวร์ของ Lipe Travel Center สนนราคา 700 บ. รวมข้าวกลางวัน น้ำ และผลไม้ฉ่ำๆ อุปกรณ์ดำน้ำ ซึ่งบริการดีมากๆ ไกด์ดูแลทั่วถึง เค้าจะมารับเรา 9 โมงเช้า ปิดทริปประมาณ 4 โมงเย็น ซึ่งวันนี้เราจะไปดำน้ำหลายเกาะมาก คือเกาะหินซ้อน เกาะรอกลอย เกาะไผ่ อ่าวลิง เกาะผึ้ง เกาะหินงาม ร่องน้ำจาบัง รายละเอียดอาจจะจำไม่หมด ขออนุญาติเขียนเท่าที่จำได้นะ ที่แรกที่เราไปคือเกาะหินซ้อน ตรงนี้เรือจะพาเราไปชมความงาม ความมหัศจรรย์ของเกาะหินซ้อน เกาะที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ 2 ก้อน ตั้งซ้อนกันได้อย่างเหมาะเจาะเหมือนราวกับถูกจับวาง จุดนี้เรือพาไปวนดูใกล้ๆค่ะ อลังการ สวยงามมาก ชมกันสักพัก เรือก็พาเราไปยังเกาะรอกลอย เกาะนี้เป็นเกาะเล็กๆและทัศนียภาพสวยงามมาก มีทั้งวิวทะเลและมีภูเขาอยู่ใกล้ๆมีฉากเป็นเรือไม้หางยาวจอดเรียงรายเป็นระเบียบ สวยงามยิ่งนัก








จากนั้นไกด์ก็พาเราไปดำน้ำแบบรัวๆ โลกใต้ท้องทะเลอันดามันนี่สวยงามมาก ปลาเยอะ ประการังสีสันสวยงาม เป็นการดำน้ำที่เห็นปลาดาวครั้งแรกเลย ตื่นตาสุดๆ จากนั้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยง ท้องร้องแล้ว หิวข้าวสุดๆ ไกด์ก็พาลูกทัวร์ไปพักทานข้าวกันที่เกาะลิง ซึ่งเมนูก็มี ข้าวผัด พริกแกงไก่ พอรับประทานได้อยู่ กินเอาแรง ซึ่งเราใช้เวลาอยู่เกาะนี้เกือบชั่วโมง แต่เป็น 1 ชม.ที่ไม่เบื่อเลย เพราะวิวทานข้าวเราเป็นทะเลน้ำสีฟ้าโคตรๆ ข้าวหลักสิบวิวหลักล้านไปเลย หามุมเงียบๆนั่งกินฟินสุดๆ แต่ต้องระวังลิงด้วยนะ เพราะเกาะนี้ลิงเยอะ โชคดีตรงที่เรานั่งไม่มีลิง เพราะก็แอบกลัวอยู่เหมือนกัน
ด้วยความที่เราไม่มีใครถ่ายรูปให้ ก็งกๆเงิ่นๆ ตั้งกล้องบนต้นไม้ถ่ายตัวเอง พอดี๊ พี่ จนท อุทยานเห็นพอดีเลยอาสาเป็นช่างภาพให้เรา ใจดีมีน้ำใจสุดๆ พี่เค้าแชะภาพให้เราหลายรูปมาก ให้ไปมุมนี้ทีมุมนั้นที มีการยกเก้าอี้มาเป็นพร๊อพอีก สุดยอดมากพอถ่ายเสร็จเราขอบคุณเค้ายกใหญ่ พอมานั่งดูรูป เหยยยยย ดีมาก ตรงใจสุด ชอบมากเลย




หลังจากกินข้าวกันเสร็จก็ขึ้นเรือ มีผลไม้มาเสิร์ฟเพิ่มความสดชื่นอีกรอบ แล้วก็ดำน้ำกันต่ออีก 2 ที่ จากนั้นก็ไปเกาะหินงาม เกาะที่มีแต่หินทับถมทั่วเกาะ ไม่มีทรายเลย ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือแสงแดดและคลื่นทะเลกระทบกับหินทำให้เกิดความวิบวับแวววาวขึ้นมา สวยงามแปลกตา เราอยู่ที่นี่กันสักพักไกด์ก็พาเราไปดำน้ำจุดสุดท้าย นั่นก็คือ ร่องน้ำจาบัง ตอนแรกเรากะไม่ลงแล้วเพราะขี้เกียจ ขอนั่งรอบนเรือแล้วกัน สักพักเปลี่ยนใจ ไหนๆมาแล้วขอลงให้ครบดีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วเพราะ ดำน้ำจุดนี้สวยมากๆๆๆๆๆ ปลาเยอะมาก ปลามาว่ายใกล้เราเลย เหมือนเราอยู่ในฝูงปลาด้วย ตื่นตามากๆ ถือว่าเป็นการปิดทริปดำน้ำได้อย่างประทับใจเราเลย








วันที่ 4 ของทริปนี้ วันนี้เดินทางกลับบ้านแล้วค่ะ ซึ่งเราต้องขึ้นเรือประมาณ 9.30 น. คลื่นทะเลขากลับคือแบบว่าเด้งดีมาก ฝั่งที่เรานั่งก็คือเปียกทั้งแถบ แต่ก็มาถึงท่าเรือปากบาราโดยสวัสดิภาพ ขากลับเราแจ้งบริษัท Easy Lipe ที่ให้บริการรถตู้ ให้ไปส่งเราที่ตลาดกิมหยง แวะซื้อของฝากให้ทางบ้านสักนิด แล้วเราจะนั่งสองแถวต่อไปสนามบินเอง สองแถวราคาถูกมาก 30 บ.ขึ้นรอรถจากหน้าตลาดได้เลย รถจะไปจอดส่งเราที่หน้าอาคารสนามบินเลย สะดวกมาก … บทสรุปของทริปนี้คือเป็นทริปที่ชิวมาก ปล่อยใจสุดๆ เกาะหลีเป๊ะก็สวยมาก ผู้คนน่ารัก ถามอะไรตอบหมด เป็นมิตร ประทับใจไม่รู้ลืมจริงๆ ไว้กลับไปใหม่น๊าาา


ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 4 วัน 3 คืน
- ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ กรุงเทพ หาดใหญ่ = 1,100 บ.
- ค่ารถตู้ ค่าเรือ = 1,300 บ.
- ค่าที่พัก 3 คืน = 1,500 บ.
- ค่าทัวร์ดำน้ำ = 700 บ.
- ค่าอุทยาน = 60 บ.
- ค่ากิน ค่าจิปาถะ = 3,018 บ.
- รวม 7,678 บ.
Thank for read , Menamuiontheworld
