“ใครจะเชื่อว่า บนยอดเขาแห่งหนึ่ง จะมีคนขึ้นไปอยู่นับร้อยนับพัน”
ภูกระดึงเป็นภูเขายอดตัด รูปทรงคล้ายรูปหัวใจ ข้างบนยอดเป็นพื้นที่ป่ากว้างๆประกอบด้วยป่าดงดิบและพื้นที่ทุ่งหญ้าป่าสน มีธรรมชาติที่สวยงาม หน้าผาต่างๆ น้ำตก ดอกไม้นานาพรรณอุดมสมบูรณ์ มีสัตวป่าอาศัยอยู่

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เราไปที่นี่ ซึ่งก็ห่างจากครั้งแรกนานมาก เป็นคนละช่วงอายุกันเลยทีเดียว

ภูกระดึงอยู่ที่จังหวัดเลยค่ะ เราเริ่มนั่งรถทัวร์จากหมอชิต ซึ่งก็มีหลายบริษัทด้วยกัน ขาไปเราเลือกบริษัท ภูกระดึงทัวร์ ขากลับเลือกบริษัท แอร์เมืองเลย ค่ารถทัวร์คร่าวๆก็ตีไปกลับ 1000 บ. มาลงที่ผานกเค้า ร้านเจ้กิม จากนั้นหารค่าสองแถวกับคนอื่นๆไปที่หน้าอุทยาน เป็นสองแถวเหมา รอบล่ะ 300 บ. ซึ่งวันนั้นนั่งกัน 6 คน ตกคนล่ะ 50 บ. นั่งรถมาประมาณ 20 นาทีก็ถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึงแล้วค่ะ จัดการเสียค่าอุทยานคนล่ะ 40 บ. ลงทะเบียนต่างๆ ชั่งกิโลสัมภาระให้ลูกหาบ ( 30 บ./กก. ) เสร็จแล้วก็เตรียมเดินขึ้นกันได้เลยค่ะ ระยะทางจากตีนภูถึงบนยอดภู 5.5 กิโลเมตร เราเริ่มขึ้นประมาณ 8.30 น. ซึ่งต้องออกตัวก่อนเลยว่าเราจะเดินแบบชิวๆเหนื่อยก็พัก ไม่รีบ ไม่ทำเวลา ไม่ทำสถิติใดๆทั้งนั้น เน้นหาของหวานกิน สำรวจตลาดตามซำต่างๆอีกด้วย ฮ่า




ปางกกค่า
เดินขึ้นไปสักระยะเป็น “ปางกกค่า” ตรงนี้เป็นชื่อเรียกค่ะ ในฤดูหนาวเราจะเจอกับต้นไผ่สีเหลืองอร่ามและต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนสี หามุมถ่ายรูปดีๆตรงนี้จะเหมือนเมืองนอกเลยค่ะ เดินขึ้นไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 กิโล เราก็ถึงซำแฮก นั่นก็คือที่พักจุดแรก “ซำ” ในภาษาอีสานแปลว่า ที่ที่มีน้ำซึมออกมาจากผืนดิน ส่วนคำว่า แฮก แปลว่า แรกค่ะ ในที่นี้น่าจะหมายถึงซำแรก ถึงแม้จะเป็นแค่ 1 กิโล แต่มันช่างยาวนานมาก พอเห็นเพิงร้านค้าก็ดีใจมาก แวะกินน้ำ กินแตงโมพร้อมนั่งชมวิวเล็กน้อย

แตงโมฉ่ำๆ 
วิวจากซำแฮก
เดินไป ชมนกชมไม้ไป ถ่ายรูปไป แบบไม่รีบ มีพักหลายครั้งอยู่ ผ่านมาก็หลายซำ เราก็มาถึงซำกกโดนค่ะ อีกนิดเดียวเราก็ถึงจุดหมายแล้ว (หรอ) ฮ่าๆ เราชอบซำนี้เป็นพิเศษเพราะสามารถมองเห็นวิวได้แบบกว้างไกล มีพื้นที่กว้างๆให้นั่งหย่อนใจ รอเหงื่อแห้ง มีร้านขายของ อาหารตามสั่ง ของหวาน น้ำดื่ม มีหมด ใครหิวก็จัดได้เลยค่ะ อีกไม่กี่กิโลเราก็ถึงยอดเขากันแล้ว

มีห้องน้ำบริการทุกซำ 
ป้ายชื่อซำและบอกระยะทาง 
ทางเดิน
เดินไปเรื่อยๆผ่านมาก็หลายซำจำชื่อไม่ได้หรอก เยอะมาก ฮ่า ขอข้ามไปถึงช่วงขึ้นหลังแป (ก่อนยอดเขา) เลยน่ะ คือทางเดินตรงนี้คือสงสารหัวเข่าตัวเองมาก ทางเป็นหินวางทับถมกันเป็นชั้นๆและชันมากสลับกับมีบันไดเหล็ก บางอันเกือบเป็นบันไดลิง บางช่วงของทางต้องนั่งยองๆค่อยๆเขยิบ ฮืออ สงสารตัวเอง เพราะกลัวลื่นหงายหลังมากๆ ดินก็ร่วนซุยสุดฤทธิ์ ถึงระยะทางตรงนี้จะเป็น 1 กิโลกว่าๆแต่เดินยากและเดินนานมากสำหรับผู้หญิงตัวเล็กแบบเรา ฮ่า
ณ เวลา 17.30 น. เราก็ได้เดินขึ้นมาถึงยอดภูแล้วค่ะ เย้ !! แต่ยังก่อน ยังไม่ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางนะคะ ซึ่งเป็นที่พักของเราใน 2 คืนนี้ เราต้องเดินไปอีก 3 กม. ค่ะ แต่เป็นทางเรียบ เดินไปเม้าท์ไปกับเพื่อน แปปเดียวก็ถึงแล้ว มาถึงที่พักก็มืดพอดี จัดการเอาสัมภาระ เข้าเต็นท์ พักผ่อน คืนนี้ดาวสวยมากเลย

แสงยามเย็นตรงศูนย์วังกวาง
“ใบเมเปิ้ลมีจริง”
ด้วยความเพลียและอากาศหนาว เราตื่นกันตอน 8.30 น.ทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพเราก็พร้อมที่จะออกไปศึกษาธรรมชาติแล้วค่ะ แพลนของเราในวันนี้คือตั้งใจกันว่าจะเดินเล่นแถวๆนี้เบาๆ ไปน้ำตกถ้ำใหญ่ดูใบเมเปิ้ล ไปผานาน้อย และตบท้ายด้วยดู Sunset ที่ผาหมากดูก เอาจริงๆพอมานับดูแล้วก็หลายกิโลอยู่น่ะ ไม่เบาเลย ฮ่าๆ แต่สิ่งที่เราได้พบเจอและสัมผัสทำให้เราลืมความเมื่อยล้าไปได้เลย ทั้งใบเมเปิ้ล วิวสองข้างทางของผานาน้อยที่สลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อัศจรรย์จริงๆ อีกทั้งวิวหน้าผาที่ลมเย็นพาชื่นใจ ทุ่งหญ้าสีทองตัดสลับกับสีท้องฟ้า ต้นสนที่สูงตระหง่านเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ไปดูรูปกันเลย

น้ำตกถ้ำใหญ่ 
ใบเมเปิ้ล 
ทางเดินไปผานาน้อย 
ป้ายบอกทางต่างๆ 
สระแก้ว 
ระหว่างทาง 
ผานาน้อย 
วิวตรงผานาน้อย 
ทุ่งหญ้าสีทอง 
ฉันและใบเมเปิ้ล
Before Sunset . . .
ดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก
จากการเหนื่อยตุนจากเมื่อวานตอนเดินขึ้น เราไม่สามารถเดินไกล 8 กิโลไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักได้ เราจึงได้เดินมาดูที่ผาหมากดูก องศาที่ได้ดูก็เห็นชัดแจ่มไม่แพ้กัน เราได้เห็นไข่แดงตกเร็วมากไม่ถึง 5 นาที จากนั้นก็ได้เห็นแสงทไวไลท์สีสวยมาก เรานั่งมองแบบเงียบๆพร้อมฟังเพลงที่เราชอบ เปิดบิ้วท์มันไป เหงามากจริงๆ บรรยากาศรอบตัวทำให้เราคล้อยตามได้เสมอ

Sky 
ผาหมากดูก 
คู่รัก 
พระอาทิตย์กำลังจะตก
ภูเขาอะไร ไปแต่ตัวยังได้เลย
ภูเขาอะไร ไปแต่ตัวยังได้เลย อ่อ ! แต่ต้องพกเงินไปด้วยจ้า ฮ่าๆ ที่บอกแบบนี้ก็คือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง ตรงนั้นมีทุกอย่างครบครัน มีบริการให้เช่าเต๊นท์ (เช่าที่อุทยานด้านล่าง) ถุงนอน หมอน ผ้าห่ม มีห้องน้ำเยอะมาก มีร้านค้าบริการทุกอย่าง อาหาร กาแฟ ขนม ปิ้งย่าง ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึก มีครบทุกอย่างจริงๆ ค่าข้าวอยู่ที่ประมาณ 60 บ. น้ำขวดเล็ก 30 บ. น้ำอัดลม 40 บ. ร้านค้ามีบริการโอนด้วยน่ะสำหรับใครที่เงินสดหมดแล้ว



น้ำแข็งใสฉ่ำๆ 
ร้านขายโปสการ์ด
Before Sunrise
ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น
ณ เวลาตี 4 ครึ่ง เราได้ตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน อันที่จริงก็ไม่ได้ตื่นยากขนาดนั้นเพราะหลับๆตื่นๆ ด้วยอากาศที่หนาวเย็นทำให้เรานอนไม่ค่อยหลับ ถุงนอนที่นำไปก็เอาไม่อยู่จริงๆ .. ล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินกันเลย ระยะทางไปกลับ 4 กม. ตรงนี้เราต้องไปรวมตัวกันที่อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อน จะมีเจ้าหน้าที่พาไป ความรู้สึกตอนนั้นคือ ทั้งหนาว ทั้งมืด เดินยากอีก เพราะทางจะเปลี่ยนพื้นผิวไปเรื่อยๆ ทั้งดิน หิน ทราย มาครบ ไฟฉายเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เดินไปเรื่อยๆก็ถึงจุดหมาย ทุกคนต่างจับจองพื้นที่ดูแสงแรกของวันเหมือนดูคอนเสิร์ต บางคนนั่งริมผาห้อยขาลงไป อันตรายมากๆ นั่งรอนานพอสมควรจนต้องหยิบเพลงขึ้นมาฟัง บิ้วอารมณ์อีกแล้ว แต่บรรยากาศแบบนั้นมันได้มากจริงๆ พระอาทิตย์ขึ้นสวยมาก แต่เราไม่ได้เก็บภาพเอาไว้ เพราะกล้องเราไม่ได้ถึงอะไรขนาดนั้น เราขอเสพบรรยากาศตรงหน้าด้วยตาเปล่าของเราดีกว่า


I missed you Phu Kradueng
See you later
รวมๆระยะทางที่เราเดินใน 3 วันนี้เกือบ 27 กม. เบาๆ ฮ่า กลับมาขากำลังจะหายปวด คิดถึงอีกแล้ว ต้องกลับไปเป็นรอบที่ 3 แล้วล่ะ ลากันไปด้วยภาพสวยๆหน้าร้านเจ้กิมน่ะ

ค่าใช้จ่ายคร่าวๆทริปนี้ (ไม่รวมค่ากิน)
- ค่ารถทัวร์ไป-กลับ = 1,156 บ.
- ค่ารถสองแถว ไป-กลับ = 100 บ.
- ค่าเข้าอุทยาน = 40 บ.
- ค่าประกันอุบัติเหตุ = 10 บ.
- ค่าเต๊นท์ 2 คืน 450 บ. (หารกับเพื่อน) = 225 บ./คน
- ค่าสัมภาระขาขึ้นขาลง 18 กก. = 540 บ.
- ค่าแผ่นรองนอน 2 คืน = 40 บ.
- รวม = 2,111 บ.




